“วงแหวนแห่งไฟ” อันตราย 40,000 กิโลเมตร

วงแหวนแห่งไฟ (Ring of fire) เป็นบริเวณในมหาสมุทรแปซิฟิกที่เกิดแผ่นดินไหวและภูเขาไฟระเบิดบ่อยครั้ง มีลักษณะเป็นเส้นเกือกม้า ความยาวรวมประมาณ 40,000 กิโลเมตร และวางตัวตามแนวร่องสมุทร แนวภูเขาไฟและบริเวณขอบแผ่นเปลือกโลก โดยมีภูเขาไฟที่ตั้งอยู่ภายในวงแหวนแห่งไฟทั้งหมด 452 ลูก และเป็นพื้นที่ที่มีภูเขาไฟคุกกรุ่นอยู่กว่า 75% จากข้อมูล อันน่าสะพรึง พบว่าเหตุ แผ่นดินไหวประมาณ 90% ของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นทั่วโลกและกว่า 80% ของแผ่นดินไหวขนาดใหญ่ เกิดขึ้นในบริเวณวงแหวนแห่งไฟ นอกจากวงแหวนแห่งไฟ ยังมีแนวแผ่นดินไหวอีก 2 แห่ง ได้แก่ แนวเทือกเขาอัลไพน์ ซึ่งมีแนวต่อมาจากเกาะชวาสู่เกาะสุมาตรา (สาเหตุของแผ่นดินไหวและสึนามิที่ถล่มอินโดนีเซียในขณะนี้) ผ่านเทือกเขาหิมาลัย และทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แนวแผ่นดินไหวแห่งนี้มีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น 27% ของทั้งโลก และอีกแห่งคือ แนวกลางมหาสมุทรแอตแลนติก ซึ่งมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น 5-6% ของทั้งโลก ร่อง เกือกม้าของวงแหวนแห่งไฟ เกิดจากการเคลื่อนที่และการชนกันของแผ่นเปลือกโลก ที่เลื่อนและแยกตัวกันเป็นแผ่น ๆ และมีชื่อแตกต่างกันไปทั่วโลก ซึ่งเราจะโฟกัสกันที่รอยเลื่อนและบริเวรใต้วงแหวนที่ส่งผลกับเอเซียตะวันออก เฉียงใต้มากที่สุด และเป็นแผ่นเปลือกโลกขนาดเล็กมากมายที่ติดกับแผ่นแปซิฟิก เริ่มตั้งแต่หมู่เกาะมาเรียน่า ประเทศฟิลิปปินส์ เกาะบัวเกนวิลเล ประเทศตองกา […]

Share Button

วัฏจักรของหิน

หินมีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นวัฏจักรตามกระบวนการทางธรณีวิทยา เป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพของหินเป็น 3 จำพวก ได้แก่ หินอัคนี (igneous rock) หินตะกอนหรือหินชั้น (sedimentary rock) และหินแปร (metamorphic rock) อันมีผลมาจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมจากภายในและภายนอกผิวโลก                   เมื่อหินหนืด (magma) จากใต้พิภพถูกดันให้เคลื่อนที่ขึ้นมาใกล้ผิวโลก จะเกิดการเย็นตัวลงภายใต้ความดันสูงและตกผลึกเป็นหินอัคนี เมื่อหินอัคนีเกิดการผุกร่อนพังทลายจะกลายเป็นหินตะกอน จากนั้นหินตะกอนที่ถูกพัดพาไปทับถมกันจนเกิดการอัดประสานเป็นหินชั้น หินชั้นที่ยุบตัวลงไปใต้ผิวโลกจะมีอุณหภูมิและความดันที่เพิ่มขึ้นรวมถึงอาจมีธาตุอื่นเข้ามาเจือปนจะแปรสภาพเป็นหินแปร และหากหินแปรมีการยุบตัวลงไปก็จะถูกหลอมกลับไปเป็นแมกมาอีกครั้ง ทั้งนี้ หากมีภาวะอื่นใดเกิดขึ้นนอกเหนือจากกระบวนการขั้นต้น เช่น แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด แผ่นดินถล่ม วัฏจักรของหินข้างต้นอาจเปลี่ยนแปลงหรือข้ามขั้นตอนได้ เช่น หินอัคนีอาจแปรสภาพเป็นหินแปรได้หากมีความร้อนและความดันที่เหมาะสม

Share Button

บทความ : โฉมหน้าของ “สัตว์ชนิดแรกของโลก”

กว่า 550 ล้านปีมาแล้วที่ใต้มหาสมุทรเต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์ของสิ่งมีชีวิตหลากหลายสายพันธุ์ ซึ่งกินอาหารจากจุลินทรีย์และสาหร่าย และสามารถเจริญเติบโตได้ดีมาจนถึงปัจจุบัน นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอเนีย กำลังศึกษาฟอสซิลของสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ท้องทะเลเพื่อไขปริศนาถึงความลับของสิ่งมีชีวิตยุคดึกดำบรรพ์เหล่านั้น ผลที่ได้จากการศึกษาล่าสุดของศาสตราจารย์แมรี่ โดรเซอร์ (Prof.Mary Droser) ผู้เชี่ยวชาญด้านด้านชีววิทยาในวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ธรรมชาติและการเกษตรแสดงให้เห็นว่า Ediacaran ที่อาศัยอยู่ในยุค Dickinsonia มีพัฒนาการในลักษณะที่ซับซ้อนอย่างมาก โดยมีลักษณะทางพันธุกรรมที่คล้ายคลึงกับสัตว์ในปัจจุบัน การศึกษานี้ช่วยให้เกิดยุค Dickinsonia ขึ้นในช่วงต้นของวิวัฒนาการของชีวิตสัตว์และแสดงให้เห็นว่าสัตว์ทะเลขนาดใหญ่ที่เติบโตและพัฒนาขึ้นอย่างไร โดย Dickinsonia เป็นสัตว์ที่เป็นรูปไข่รูปวงรีที่มีขนาดตั้งแต่น้อยกว่าหนึ่งนิ้วถึงหลายฟุตและมีลักษณะเป็นชุดของแถบยกซึ่งเรียกว่าโมดูล พบได้บริเวณบนพื้นผิวของมัน สัตว์เหล่านี้เป็นที่สนใจของนักโบราณคดี เพราะพวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่มีสามารถเคลื่อนที่ด้วยตนเองได้เพื่อการดำรงชีวิต รวมถึงมีหลักฐานแสดงการอยู่รวมกันเป็นฝูงคล้ายกับการสร้างชุมชน ทั้งนี้ หลายปีที่ผ่านมานักวิทยาศาสตร์ได้ถกเถียงกันถึงสถานะทางอนุกรมวิธานของ Dickinsonia โดยวางไว้กับเชื้อราหนอนทะเลและแมงกะพรุนที่มีเพียงไม่กี่ชื่อ และเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไปว่า Dickinsonia เป็นสัตว์ที่สูญพันธุ์ไปแล้ว ในภาพคือ Dickinsonia costata พบในเมื่อประมาณ 560ล้านปีมาแล้วที่ประเทศ ออสเตรเลีย โดยเขาพบว่ามันมีซี่โครงที่สมมาตรกัน ซึ่งอาจจะเป็นต้นกำเนิดของการพัฒนาเป็นกล้ามเนื้อตามยาว รวมถึงกระเพาะอาหารด้วย ที่มา : https://www.sciencedaily.com

Share Button

ปฏิบัติการฝนหลวง ภาระกิจที่มากกว่าการบินขึ้นไปโปรยสารเคมี

โครงการพระราชดำริฝนหลวง ก่อกำเนิดขึ้นจากพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ที่ทรงห่วงใยพสกนิกรในท้องถิ่นทุรกันดารและแห้งแล้ง ผู้ได้รับผลกระทบจกความผันแปรของธรรมชาติ อันก่อให้เกิดปัญหาการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ดังพระราชดำรัสตอนหนึ่งว่า   ——————————————————————– “…ข้าพเจ้าแหงนดูท้องฟ้า และพบว่ามีเมฆเป็นจำนวนมาก แต่เมฆเหล่านั้นพัดผ่านที่แห้งแล้งไป วิธีแก้ไขอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไร ที่จะทำให้เมฆเหล่านั้นตกลงมาเป็นฝนในท้องถิ่นนั้น…” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ ๙ ——————————————————————–      เทคนิคหรือวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการดัดแปลงสภาพอากาศ โดยเน้นการทำฝนเพื่อเพิ่มปริมาณฝนตก โดยเร่งกระบวนการกลั่นตัวของไอน้ำให้เกิดเป็นเม็ดฝนตกลงมา หากพิจารณาขั้นตอนอย่างง่าย เพื่อให้เกิดความเข้าพื้นฐานการทำฝนเทียมนั้น จะมีกระบวนการอยู่ 3 ขั้นตอน ได้แก่  ก่อกวน เลี้ยงให้อ้วน โจมตี แต่ในทางปฏิบัตินั้น วิธีการจะไม่เหมือนเดิมเสมอไป ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศก่อนและหลังปฏิบัติการแต่ละขั้นตอน ดังนี้  1) ก่อกวน (Triggering) ก่อนปฏิบัติการ ท้องฟ้าโปร่ง ไม่มีเมฆ แต่มีความชื้นสัมพัทธ์ในอากาศสูงกว่า 60% ปฏิบัติการ ก่อกวนเมฆโดยใช้เครื่องบินเมฆอุ่นโปรยสารเกลือแป้งบริเวณดันลมของพื้นที่เป้าหมายที่ระดับความสูง 7,000-8,000 ฟุต โดยที่สารเกลือแป้งแต่ละอนุภาคจะทำหน้าที่เป็นแกนกลั่นตัวในการดูดซับความชื้นที่มีอยู่ในอากาศให้เกิดการควบแน่นกลายเป็นเม็ดน้ำและรวมตัวกัน หลังปฏิบัติการ เมฆจะก่อตัวขึ้นและเจริญเติบโตได้ดี และก่อยอดสูงถึงระดับ 10,000 […]

Share Button

บทความ : ระบบนิเวศของจุลชีพในขวดที่ปิดสนิท

การทดลองนี้เริ่มมาจากความบังเอิญที่ไปพบขวดขนาดเล็กที่บรรจุตัวอย่างน้ำจากแหล่งน้ำที่ปิดสนิท และถูกทิ้งไว้เป็นเวลากว่า 2-3 ปี มาแล้ว จากการสังเกตน้ำภายในขวดด้วยตาเปล่าพบว่ามีสาหร่ายสีเขียวอยู่ภายใน ทั้งที่โดยปรกติแล้ว การเก็บตัวอย่างน้ำมักจะเก็บเฉพาะน้ำที่ไม่มีสิ่งแปลกปลอมอื่นใดปนอยู่ สิ่งที่น่าสังเกตไม่ได้อยู่ที่ว่ามีสาหร่ายอยู่ในขวดได้อย่างไร (เนื่องจากเป็นตัวอย่างน้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติ) หากแต่ว่าสาหร่ายเหล่านี้มีชีวิตอยู่ได้อย่างไรในขวดที่มีน้ำเพียงน้อยนิด อีกทั้งยังถูกปิดอย่างมิดชิดซึ่งไม่น่าจะมีอากาศไหลเวียนเข้าออกจากขวดไปได้ เมื่อนำตัวอย่างดังกล่าวไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ จะพบว่ามีสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว สาหร่ายดังกล่าวเป็นกลุ่มสาหร่ายที่มีเยื่อหุ้มนิวเคลียร์ส (eukaryotic algae) รวมถึงมีสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่นๆ ทั้งที่เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (protists) และสิ่งมีชีวิตหลายเซลล์ (multicellular organism) อีกหลายชนิด ที่อยู่รวมกันในน้ำ นอกจากสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวหรือไซยาโนแบคทีเรีย ยังพบโพรแคริโอต (prokaryote) ซึ่ง เป็นสิ่งมีชีวิตที่ประกอบด้วยออร์แกเนลที่ไม่มีเยื่อหุ้ม ไม่มีนิวเคลียส มักเป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอีกด้วย โดยสีที่แตกต่างกันของทั้งสองกลุ่มนี้เกิดจากการสังเคราะห์แสงสีที่ต่างกันออกมาจากองค์ประกอบที่แตกต่างกันของสีที่ใช้ในการสังเคราะห์แสง สาหร่ายสีเขียวส่วนใหญ่ที่พบจะจัดอยู่ในกลุ่มสาหร่ายเซลล์เดียว แต่ก็สามารถพบเห็นกลุ่มของสาหร่ายประเภทสองเซลล์หรือสี่เซลล์รวมอยู่ด้วย การระบุสาหร่ายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะมีหลายชนิดที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่ในกรณีนี้ การจำแนกสามารถกระทำได้ เนื่องจากลักษณะของการขึ้นรูปกลุ่มของเซลล์จะอยู่รวม สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวส่วนใหญ่ที่พบจะเส้นใยเช่นเดียวกับรูปที่ 2 และ 3 เส้นใยเหล่านี้มีส่วนแบ่งตามเซลล์ที่สอดคล้องกับแต่ละส่วน สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ไม่ถือว่าเป็นเซลล์หลายเซลล์เนื่องจากเซลล์ของไม่แตกต่างกัน นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียวทรงกลมที่หายากซึ่งจัดอยู่ในสกุล Chroococcus ในขวดที่มีน้ำเพียง 3-4 ลบ.ซม. และอากาศเพียงเล็กน้อย มีอะมีบาและแบคทีเรียบางชนิดที่หายาก  อะมีบาและแบคทีเรียเหล่านี้เป็นสิ่งมีชีวิตที่ไม่สังเคราะห์แสงเพียงอย่างเดียวที่สังเกตได้ ดังนั้น ดูเหมือนว่าอะมีบาเป็นผู้บริโภคเพียงรายเดียวที่อาศัยอยู่ภายในขวดใบนี้ […]

Share Button

ความสัมพันธ์ระหว่างธรรมชาติและสิ่งมีชีวิต

สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์บนโลกของเรานี้จะอยู่เพียงลำพังเพียงตัวเดียวหรือสายพันธุ์เดียวไม่ได้ จำเป็นจะต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันตลอดเวลา ไม่ว่าจะเพื่อสร้างความสมดุลของห่วงโซ่อาหาร เพื่อพึ่งพิงที่อยู่อาศัย หรือแม้แต่จะเพียงเพื่อการสืบพันธุ์ ดังนั้น สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดจึงมีความจำเป็นต้องพึ่งพาอาศัยกันและกันกับสิ่งแวดล้อมรอบข้างไปตลอดชีวิต สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบตัวเรามีหลากหลายประเภท ทั้งประเภทสิ่งที่มีชีวิต และสิ่งไม่มีชีวิต ซึ่งต่างก็มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเรา จนจะขาดเสียมิได้ จึงเรียกความสัมพันธ์ระหว่างกันและกันเหล่านี้ว่า ระบบนิเวศ ระบบนิเวศนี้นับรวมไปถึง สภาพอากาศที่มี น้ำที่สะอาด ดินที่มีแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์ และป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ด้วย ดังนั้น เราทุกคนจึงต้องช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อมมิให้ถูกทำลาย ใช้ทรัพยาการธรรมชาติอย่างรู้คุณค่าและชาญฉลาด รู้วิธีการฟื้นฟูและปรับปรุงสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมให้กลับสู่สภาพดีดังเดิมได้ เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่สืบไป ในระบบนิเวศอันใดอันหนึ่ง ย่อมประกอบด้วยองค์ประกอบที่สำคัญหลายส่วน คือ องค์ประกอบที่มีชีวิต และองค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต ซึ่งสามารถแบ่งย่อยได้เป็น  ผู้ผลิต เช่น พืช ซึ่งสามารถสร้างอาหารได้ด้วยตนเองจากแร่ธาตุในดินด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์โดยใช้กระบวนการสังเคราะห์แสงจากสารสีเขียวที่มีชื่อว่า “คลอโรฟิลล์” ผู้บริโภค เช่น สัตว์ ซึ่งสร้างอาหารด้วยตนเองไม่ได้ ต้องรับพลังงานจากพืชที่เป็นผู้ผลิตอาหารที่เรียกว่า “สัตว์กินพืช” เช่น วัว แพะ  เต่า เป็นต้น หรือผู้บริโภคเลือกบางประเภทรับพลังงานจากผู้บริโภคอีกทอดหนึ่ง หรือที่เรียกว่า “สัตว์กินเนื้อ” เช่น เสือ จรเข้ นกบางชนิดที่กินหนอน เป็นต้น ผู้ย่อยสลาย เป็นสิ่งมีชีวิตที่ปรุงหรือล่าเพื่อหาอาหารเองไม่ได้ […]

Share Button

การทดลอง : วิเคราะห์องค์ประกอบของดิน

ในดินจะประกอบไปด้วยอนุภาคที่มีขนาดแตกต่างกัน ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ดินมีองค์ประกอบที่มีความหลากหลาย การทดลองนี้จะเป็นการทดลองอย่างง่ายเพื่อจะแนกส่วนประกอบที่อยู่ในดินด้วยวิธีการอย่างง่าย อุปกรณ์ ขวดน้ำพลาสติกใส พลั่วตักดิน ไม้บรรทัด การดำเนินกิจกรรม วางขวดใช้นิ่งแล้ววัดความหนาของชั้นตะกอนดังนี้ ใส่น้ำจนเกือบเต็มขวด ปิดฝาขวดแล้วเขย่าขวดอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 นาที เพื่อให้น้ำซึมเข้าสู่องค์ประกอบของดิน ให้ผู้ทำกิจกรรมใส่น้ำลงในกระบอกใส่ดินประมาณครึ่งขวด จากนั้นจึงปิดฝาขวดแล้วเขย่าให้ก้อนดินกระจายตัว แล้วทดลองอธิบายชั้นของดินและน้ำที่ปรากฏ ให้ผู้ทดลองไปขุดดินจากสนาม แล้วนำดินตัวอย่างจากพื้นที่ใส่ลงในกระบอกใส (ควรให้ผู้ทำกิจกรรมเลือกดินด้วยตนเอง เพื่อให้เข้าใจถึงสภาพของดิน) ให้มีความสูงประมาณ 1/3 ของขวด ปิดฝาขวดแล้วเขย่าให้ตัวอย่างดินในขวดผสมกัน  แล้ววางขวดให้นิ่งบนพื้นราบ จากนั้นทำการวัดความสูงของชั้นตะกอนและบันทึกผลที่ได้ ดังนี้ เมื่อเวลาผ่านไป 40 วินาที  กำหนดความสูงเป็น A เมื่อเวลาผ่านไป 30 นาที    กำหนดความสูงเป็น B เมื่อเวลาผ่านไป 24 ชั่วโมง กำหนดความสูงเป็น C จากนั้น ให้ผู้ทดลองจำแนกองค์ประกอบของดินโดยการวิเคราะห์จากความหนาของชั้นตะกอนในแต่ละช่วงเวลา ดังนี้ C-B คือ ชั้นของดินเหนียว B-A คือ ชั้นของตะกอนดิน A คือ […]

Share Button

สิ่งมีชีวิตชนิดแรกที่เกิดขึ้นบนโลกคืออะไร

ดาวเคราะห์ที่เราอาศัยอยู่ที่มีชื่อว่า “โลก” ที่พวกเราอาศัยอยู่นี้ มีอายุเก่าแก่ประมาณ 4,600 ล้านปีมาแล้ว หากเราจะฉลองวันเกิดให้โลกสักที คงต้องสั่งทำเค๊กวันเกิดให้มีขนาดใหญ่ให้สมกับอายุโลก หรือคงจะต้องคิดหาวิธีปักดทียนนานพอสมควรทีเดียว แล้วสิ่งมีชีวิตชนิดใดกันที่เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดแรกของโลกที่เคยอาศัยอยู่บนโลกใบนี้ คำถามนี้อาจเป็นแค่คำถามเปิดประเด็นที่มักจะตามมาด้วยคำถามอีกมากมาย เช่น แล้วเกิดขึ้นได้อย่างไร? ตอนนี้ยังดำรงอยู่หรือวิวัฒนาการเป็นอย่างไร? นักวิทยาศาสตร์ทราบได้อย่างไร? เป็นต้น คำถามเหล่านี้เกิดขึ้นอยู่เสมอกับผู้ที่สนใจในวิทยาศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ มือใหม่หรือมืออาชีพ (อย่างเช่นผมเอง) สิ่งมีชีวิตชนิดแรกบนโลกใบนี้คือ ไซยาโนแบคทีเรีย หรือ Cyanobacteria ฟังจากชื่อแล้วไม่ฟัง แต่ทราบหรือไม่ว่า เจ้าสิ่งมีชีวิตดึกดำบรรณ์นี้ ยังไม่ได้สูญพันธุ์ไปเหมือนไดโนเสา แต่ยังคงอาศัยอยู่รอบตัวเรา ซึ่งเรามักจะคุ้นกันในชื่อสาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว หรือ Blue-green Algae โดยถือกำเนิดและอาศัยอยู่บนโลกใบนี้เป็นระยะเวลายาวนานกว่า 3,500 ล้านปีมาแล้ว อีกทั้งยังเป็นสิ่งมีชีวิตเริ่มต้นที่ก่อให้เกิดสายวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่างๆ ตามมา และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางนิเวศวิทยาไปทั่วทั้งโลก ประเด็นที่น่าสนใจ คือ ไม่ว่าระยะเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด หรือเกิดการแบ่งเซลล์และมีวิวัฒนาการไปเท่าใดก็ตาม เรายังคงสามารพบเห็นไซยาโนแบคทีเรียอยู่รอบตัวเราในที่ต่างๆ อยู่เสมอ ทั้งนี้ ไซยาโนแบคทีเรียเป็นสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีโครงสร้างไม่ซับซ้อนรวมถึงไม่มีนิวเคลียส ส่วนใหญ่เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว แต่มีเม็ดสีที่ใช้ในการดักจับแสงพื่อสร้างอาหาร สืบพันธุ์โดยไม่อาศัยเพศ แต่ใช้วิธีการแบ่งเซลล์และการสร้างสปอร์ หากเป็นชนิดที่มีรูปร่างเป็นเส้นสายก็อาจใช้วิธีการแยกเป็นสายสั้นๆ ขาดออกจากเส้นสายหลัก มักพบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่าโครงสร้างของไซยาโนแบคทีเรียนี้ […]

Share Button